ผ้าทอยกดอก

ผ้าทอยกดอก   จังหวัดลำพูน

ประวัติความเป็นมา
          จังหวัดลำพูน มีการทอผ้าซึ่งเป็นหัตถกรรมในครอบครัวที่นับเป็นการผลิตนอกการเกษตรที่มีความสำคัญมาอย่างยาวนาน เป็นอาชีพที่สืบสานกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษและเป็นอาชีพ ที่ทำให้เกิดรายได้แก่ผู้ผลิตอย่างมาก เดิมการทอผ้าในจังหวัดลำพูนในอดีตทอกันเฉพาะในคุ้ม(วัง)ของเจ้าผู้ครองนครลำพูนโดยหญิงชาวที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงจะเข้าไปเรียนรู้และฝึกการทอผ้าเมื่อสามารถทอผ้าได้แล้วก็ยึดเป็นอาชีพรับจ้างทอผ้าให้แก่เจ้านายและผู้มีฐานะในจังหวัดต่อมามีการเผยแพร่ภูมิปัญญาสู่บุตรหลานของคนงานทอผ้าที่อยู่ในหมู่บ้านการทอผ้ายกดอกจึงเริ่มมีการทอเพิ่มมากขึ้น

กลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตองเป็นการรวมตัวของสตรีในหมู่บ้านที่ได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาในการทอผ้ามาจากบรรพบุรุษของตนทำให้มีความรู้ความสามารถในการทอผ้าเป็นอย่างดีและใช้เป็นอาชีพในการเลี้ยงดูครอบครัวอีกทั้งเป็นการร่วมกันสืบทอดการทอผ้ายกดอกไม่ให้หายสาบสูญ เมื่อมีการรวมกลุ่มกันแล้วได้มีการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมทั้งในด้านการผลิต การออกแบบลวดลายเพิ่มเติมและการตลาด ทำให้ผ้าทอยกดอกของกลุ่มและของจังหวัดลำพูนมีความโดดเด่นมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ของผู้คนในสังคมทุกระดับ

เอกลักษณ์/จุดเด่นผลิตภัณฑ์
ลักษณะที่โดดเด่นของผ้าทอยกดอกของกลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตองนั้นคือความเป็นอัต-ลักษณ์ของการผลิตที่มีความแตกต่างเป็นการทอด้วยกี่พื้นเมือง(กี่มือ)แทนการใช้กี่กระตุกที่ถึงแม้จะมีความรวดเร็วกว่าแต่ความละเอียดจะน้อยกว่าการใช้กี่มือแล้ว นอกจากนั้นลวดลายการยกดอกของผ้าทอของกลุ่มยังคงลวดลายดั่งเดิมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผ้าทอยกดอกของลำพูนไว้โดยไม่นำเอาเทคนิค/ลวดลายของผ้าทอภาคอื่นมาผสมปะปนทำให้มีความโดดเด่นไม่เหมือนผ้าทอของภาคอื่นๆ

วัตถุดิบและส่วนประกอบ
1. เส้นไหม

2. เส้นฝ้าย

ขั้นตอนการผลิต
การทำผ้าไหมยกดอกเป็นงานหัตถกรรมที่ต้องอาศัยฝีมือความชำนาญและความเพียรพยายามตั้งแต่การทำเส้นไหมจนถึงการทอสำเร็จเป็นผืนผ้า โดย ขั้นตอนการทอผ้ายกดอกมีข้อสำคัญแบ่งออกเป็นส่วนใหญ่ ๆ คือ การเตรียมเส้นด้าย ได้แก่ การกรอด้ายยืน การกรอด้ายพุ่ง และการเดินด้าย การจัดเส้นด้ายเข้ารูปโครง ได้แก่ การดั้นดอก การร้อยฟันหวี การเก็บเขาดอก การเก็บเขาย่ำ การเตรียมเข้าโครงกี่ การจัดเรียงเส้นด้ายการสืบหูก ซึ่งขั้นตอนในการทำส่วนใหญ่จะใช้เขาดอก เขาย่ำ ฟันหวี อันเดิม และการทอเป็นผืนผ้า ขั้นตอนการทอบางขั้นตอนสามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้โดยไม่ต้องรอเป็นขั้นตอน ซึ่งอาจแบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

1.การเตรียมเส้นไหม/ฝ้าย

กลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตองไม่ได้ทำเส้นไหม/ฝ้ายเองแต่จะสั่งซื้อเส้นไหมและส้นฝ้ายที่ทำและฟอก/ย้อมสีเรียบร้อยแล้วมาจากร้านค้าเส้นไหม/ฝ้ายเมื่อจะนำมาทอเป็นผ้ายกดอกจะจัดแบ่งเส้นไหม/ฝ้ายออกเป็น 2 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 ไหม/ฝ้ายเส้นยืน จะใช้เส้นไหม/ฝ้ายควบ4 คือเส้นไหม/ฝ้ายดิบที่ปั่น 4 เส้นจึงเรียกว่าไหม/ฝ้ายควบ4 โดยทั่วไปแล้วนิยมใช้ไหม/ฝ้ายควบ4เป็นเส้นยืนแต่ก็สามารถให้เป็นเส้นพุ่งทำลายยกดอกได้

ประเภทที่ 2 ไหม/ฝ้ายเส้นพุ่ง โดยทั่วไปจะใช้เส้นไหม/ฝ้ายควบ6 คือเส้นไหม/ฝ้ายดิบที่ปั่น6 เส้น สำหรับใช้เป็นเส้นพุ่งและทำลายยกดอก ไหม/ฝ้ายควบ6 นี้ไม่นิยมใช้เป็นเส้นยืน

2.การกรอไหม/ฝ้าย

การกรอเส้นไหม/ฝ้าย เป็นการนำเส้นไหม/ฝ้ายที่ย้อมแห้งดีแล้วมาปั่นเก็บไว้ อุปกรณ์ประกอบด้วย เครื่องกรอ ในกรอขนาดต่างๆหรือจักกวัดไหม/ฝ้ายและระวิง สิ่งที่ใช้เก็บเส้นไหม/ฝ้ายที่กรอแล้ว มักจะใช้วัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น กระป๋องหรือหลอดพลาสติก เป็นต้น การกรอเส้นไหม/ฝ้ายมีวัตถุประสงค์ที่จะแยกเส้นไหม/ฝ้ายให้ออกเป็นเส้นๆ ไม่ให้ติดหรือพันกัน และเป็นการสำรวจเส้นไหม/ฝ้ายให้มีความเรียบร้อย ไม่ขาด ซึ่งจะช่วยให้สะดวกในการสาวไหม/ฝ้าย อันเป็นกรรมวิธีในขั้นตอนต่อไป

3. การสาวไหม

การสาวไหม/ฝ้าย ในภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “การโว้นไหม” หรือ “โว้นหูก” คือการนำเส้นไหม/ฝ้ายยืนที่กรอแล้วไปสางในรางสาวไหม/ฝ้ายหรือม้าเดินได้ทีละเส้น โดยให้มีจำนวนเส้นไหม/ฝ้ายครบตามจำนวนช่องฟันหวีที่ต้องการจะใช้ อุปกรณ์ที่ใช้ในการสาวไหม/ฝ้ายประกอบด้วย ม้าเดินได้ ไม้ไขว้หลัง และหลักตั้งตลอด ในการสาวไหม/ฝ้ายลงช่องของฟันหวี กำหนดให้ 1 ช่องฟันหวีจะต้องใช้เส้นไหมยืน 2 เส้น ดังนั้นถ้าหากใช้ฟันหวีซึ่งมีช่อง 2000 ช่อง จะต้องนับไหม/ฝ้ายเส้นยืนให้ครบ 4000 เส้น เป็นต้น สำหรับไม้ไขว้หลังเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการสาวไหม/ฝ้าย โดยจะมีไว้ที่รางสาวไหม/ฝ้ายรางที่ 1 เพื่อให้เส้นไหม/ฝ้ายเรียงลำดับกันไปตลอด เป็นการป้องกันเส้นไหม/ฝ้ายพันกัน

4.การเข้าฟันหวีหรือฟืม

ฟันหวี หรือ ฟืม เป็นเครื่องมือใช้สำหรับสางเส้นไหม/ฝ้ายให้เป็นระเบียบ และมีประโยชน์ในการทอโดยใช้กระทบไหม/ฝ้ายเส้นพุ่งให้ขยับเข้าขัดกับไหม/ฝ้ายเส้นยืนหรือสานให้เป็นผืนผ้า ออกมาอย่างสวยงาม อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบด้วย แท่นอัดก๊อปปี้ ม้าหมุน ไม้เขี่ยเส้นไหม/ฝ้าย ไม้ขนัดสำหรับแยกไขว้ และฟันหวี

ฟันหวีแต่เดิมทำด้วยไม้เป็นซี่ๆ โดยมีขอบ ยึดไว้ทั้งข้างบนและข้างล่าง หัวและท้าย เพื่อยึดฟันหวีให้สม่ำเสมอและคงทน แต่การทำฟันหวีด้วยไม้นั้น ช่วงห่างของฟันหวีไม่สม่ำเสมอและโยกได้จึงทำให้ผ้าทอออกมาไม่สม่ำเสมอ ขาดความสวยงามและคุณภาพ ต่อมาได้มีการทำฟันหวีด้วยทองเหลืองจึงทำให้คุณภาพของผ้าที่ทอดีขึ้น แต่ก็ประสบปัญหาคือ เกิดสนิมทองเหลืองติดตามเนื้อผ้าที่ทอออกมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผ้าสีอ่อนๆเช่น สีขาว สีครีม เป็นต้น การใช้ฟันหวีด้วยทองเหลืองจึงเลิกไป ปัจจุบันฟันหวีทำด้วยสแตนเลส ซึ่งมีความงดงามสม่ำเสมอและไม่โยก ไม่มีสนิมทำให้ได้ผ้าทอที่มีความสวยงาม

การเข้าฟันหวี คือ การนำไหม/ฝ้าย เส้นไหม/ฝ้ายที่สาวแล้วไปเข้าฟันหวี โดยก่อนเข้าฟันหวีนำไหม/ฝ้ายไปเข้าเครื่องหนีบ (Copy) เพื่อยึดเส้นไหม/ฝ้ายด้านหนึ่งเอาไว้ แล้วใส่เส้นไหม/ฝ้ายลงไปในช่องฟันหวีช่องละ 2 เส้น ดังนั้นในการเข้าฟันหวีจึงต้องใช้คน 2 คน ช่วยกันทำ โดยคนหนึ่งเป็นคนส่งเส้นไหม/ฝ้ายเข้าช่องอีกคนหนึ่งช่วยดึงฟันหวีให้ห่างและใช้ตะขอเกี่ยวเส้นไหม/ฝ้ายเข้าช่องฟันหวี ฟันหวีจะช่วยสางเส้นไหม/ฝ้ายให้เป็นระเบียบและสม่ำเสมอ

5.การเข้าหัวม้วน

การเข้าหัวม้วน คือ การนำเส้นไหม/ฝ้ายยืนที่สางด้วยฟันหวีเป็นระเบียบดีแล้วไปเข้าหัวม้วน เมื่อม้วนเส้นไหม/ฝ้ายได้ทุกๆ 5 เมตร จะใช้ทางมะพร้าวสอดกันไว้ 2 – 3 ก้าน ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะหมดการใส่ทางมะพร้าวไปด้วยนี้มีประโยชน์หลายประการ คือ ป้องกันเส้นใยไหม/ฝ้ายบาดกันเอง เมื่อไหม/ฝ้ายขาดจะหารอยต่อได้ง่าย ขณะทอจะทำให้ทราบว่า ทอไปเป็นความยาวเท่าไรแล้ว โดยการนับทางมะพร้าว

6.การทอ

การทอเป็นขั้นตอนสุดท้ายของผ้ายกดอก ช่างแรงงานทอส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง ช่างที่มีความคุ้นเคยกับลายก็สามารถทอได้อย่างรวดเร็ว การทอนั้นผู้ที่คัดลายจะเป็นผู้กำหนดให้ผู้ทอว่าให้ทออย่างไร ลักษณะใด ทั้งนี้เพราะผู้ทอไม่สามารถทราบได้ว่าผ้ายกดอกที่ตนเองเป็นผู้ทอนั้นมีลวดลายออกมาเป็นอย่างไร ยกเว้นผู้ทอเป็นผู้คัดลายและดั้นดอกเองเท่านั้น

เทคนิค/เคล็ดลับในการผลิต
การทอผ้ายกดอกของกลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตองเป็นการทอด้วยกี่พื้นเมือง(กี่มือ)ทั้งหมดไม่ใช่กี่กระตุก การใช้กี่พื้นเมืองเป็นการอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านอย่างหนึ่ง การทอด้วยกี่พื้นเมืองนี้ถ้าดึงเส้นไหม/ฝ้ายให้พอดี ไม่ตึงเกินไปเนื้อผ้าที่ทอออกมาจะมีความหนาแน่น สม่ำเสมอ มีความสวยงาม ทนทาน และมีคุณค่าทางศิลปะมากกว่าการทอด้วยกี่กระตุกหรือเครื่องจักร ซึ่งจะดึงเส้นไหมให้ตึงเกินไป ทำให้เนื้อผ้ามีความหนาแน่นสม่ำเสมอ ราบเรียบขาดคุณค่าทางศิลปะไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: