ตัวอย่างความล้มเหลวของโครงการ

มุมมองบทหนึ่ง “4 ปีของ OTOP ที่ล้มเหลวและล้มหายตายจาก”                 

OTOP คือ ONE TAMBON ONE PRODUCT “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” เป็นแนวคิดที่ต้องการให้แต่ละหมู่บ้านมีผลิตภัณฑ์หลักเป็นของตัวเอง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบหรือทรัพยากร และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาทำการพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าที่สามารถสร้างรายได้แก่ ชุมชน

4 ปีที่รัฐบาลยุคนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ ได้ประกาศนโยบายประเทศไทยจะไม่มีคนจน รัฐบาล ส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม จากการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยผลักดันโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อให้ชุมชนคิดค้นสินค้าจากท้องถิ่น ที่มีเอกลักษณ์ สามารถ พัฒนาคุณภาพตรงใจตลาดและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าจนสามารถนำส่งออกไปขายยัง ต่างประเทศได้ มีหน่วยงานของรัฐเข้ามาสนับสนุน ในเรื่องวิชาการ เทคโนโลยี ช่องทางการตลาด และขยายโอกาสให้ชุมชนเข้าถึงแหล่งทุน

เป้าหมายที่วาดฝันไว้ ชุมชนต้องปรับเปลี่ยนตนเอง ยกระดับจากฐานะผู้ผลิตสินค้าขึ้นมาเหมือนเป็นบริษัทย่อยๆ ครบวงจรทั้งการบริหารจัดการ ดูแลระบบการเงินและระบบบัญชี ควบคุมการผลิตให้ได้มาตรฐาน ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย มีความคล่องตัวในการติดต่อตลาด ได้ด้วยตัวเอง ทำให้รายได้จากการขายสินค้า หมุนเวียนอยู่ในชุมชน เศรษฐกิจของชุมชนเข้มแข็ง สมาชิกในชุมชนพึ่งตนเองได้

ตัวเลขการก้าวกระโดดของการเติบโตของยอดการจำหน่ายสินค้า OTOP ใน 4 ปีที่ผ่านมา บวกกับการคาดการณ์ของรัฐบาล ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ารายได้และผลประโยชน์จากโครงการมีผลสะเทือนต่อประชาชน ทั่วประเทศ ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย SMES ,ผู้ประกอบการเป็นเจ้าของแต่จดทะเบียนกลุ่ม,กลุ่มชาวบ้านชุมชน ,กลุ่มสหกรณ์/เกษตรกร ฯลฯ

ความเชื่อมโยงของการทุ่มงบประมาณเป็นหมื่นล้านเพื่อพลิกเศรษฐกิจรากหญ้า โดยเฉพาะการชูโครงการ OTOP เพื่อสร้างรูปธรรมการส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาครัฐ การเปิดกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งทุนใหม่ที่จะนำไปสู่การสร้างรายได้ เรียกว่าเป็นทางเลือกอีกหนึ่งทางสำหรับชุมชนในการแสวงหาเงินทุน เพื่อผลิตสินค้า และหมดห่วงกับภาระหนี้สินของตนเองชั่วคราว จากโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร

ลองตั้งคำถามว่า  ผลลัพธ์จะตกอยู่ในกลุ่มรากหญ้าตามนโยบายรัฐหรือไม่  การเร่งผลักดันสินค้าเปลี่ยนแปลงอะไรในชุมชน  สาเหตุที่มีชุมชนต้องบาดเจ็บจากการเข้าโครงการเพราะอะไรและมากน้อยแค่ไหน  ชุมชนมีหนี้สินเพิ่มจากการกู้ยืมเงินมาพัฒนาสินค้าเท่าไร  ยังไม่รวมถึงจะมีความสามารถในการจ่ายหนี้คืนไหม ทางออกจากการผลิตที่ไม่มีตลาดรองรับจะแก้ไขวิธีไหน หรือการเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมและสุขภาพจากการทำงานชุมชนจะรับมืออย่างไร  ปัญหาเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างปัญหาที่ถาโถมเข้าสู่ชุมชนระดับรากหญ้า

ใครได้ประโยชน์จากตัวเลขแห่งความสำเร็จอย่างแท้จริง  ความสำเร็จที่รัฐบาลนำเสนอ ในตัวเลขย้อนหลังของเอกสารการดำเนินงานตามนโยบาย หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ของคณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ปี 2545 เปรียบตัวเลขยอดการจำหน่ายสินค้าก่อนและเริ่มการสนับสนุนโครงการ OTOP  แสดงยอดจำหน่ายสินค้า อยู่ที่ประมาณ 245 ล้านบาท ใน ช่วง 12 เดือน ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2543- กันยายน 2544 ในขณะยังไม่มี OTOP เปรียบเทียบกับยอดจำหน่ายสินค้า 3 เดือนมี OTOP ในเดือนตุลาคม 2544- ธันวาคม 2544 ประมาณ 167 ล้านบาท ยอดจำหน่ายสินค้าเฉพาะเดือนมกราคม ปี 2545 ประมาณ 243 ล้านบาท

ยอดของตัวเลขมีความคลุมเครือ เพราะรายงานได้รวมรายได้ระหว่าง กลุ่ม SMES ที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว และกลุ่มชาวบ้านมีผสมกันทั้งกลุ่มชาวบ้านรวมตัวกันและกลุ่มผู้ประกอบการที่ เป็นชาวบ้านอยู่แล้วเข้าด้วยกัน และไม่มีการชี้แจงรายละเอียดระหว่างประเภทสินค้าที่เกิดขึ้นใหม่จากผลของการ เข้าร่วมโครงการ OTOP กับสินค้าที่มียอดขายเดิม เมื่อมีการจดทะเบียนขึ้นเป็นสินค้า OTOP ทำให้ยอดเพิ่มขึ้นสูง ไม่สะท้อนภาพความเป็นจริง ผลการรายงานการประเมินนโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ของประภาส ปิ่นตกแต่ง และพยุงศักดิ์ คชสวัสดิ์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 ที่ผ่านมา

จากการรายงานของหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับวันที่ 20 ธันวาคม 2547 ตัวเลขยอดจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2545 เท่ากับ 16,700 ล้านบาท ขยับสูงขึ้นมาเป็น 33,200 ล้านบาท ในปี 2546 และก้าวขึ้นมาเกือบ 50,000 ล้านบาท ในปี 2547 และคาดการณ์ว่าในปี 2548 จะมียอดจำหน่ายทะลุ 1 แสนล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว

ความพยายามที่จะดันยอดจำหน่ายสินค้าให้ถึงตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกเหนือจากจัดการแสดงสินค้าที่ผ่านคัดเลือก ในศูนย์กลางแสดงสินค้า เมืองทองธานี เพื่อจัดแสดงสินค้าจำนวนกว่า 5,000 รายการ จากผู้สนใจเข้าร่วมงานถึง 37,754 ราย จากบทสัมภาษณ์ของ ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (กอ.นตผ.) ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับ 10 ธันวาคม 2547 ที่เพิ่มช่องทางทางการตลาดผ่านการส่งออกต่างประเทศ

เงื่อนไขของความจริงที่เกิดขึ้น สินค้าที่จัดแสดงในงานมีสัดส่วนของจำนวนของผู้ประกอบการ SMES และผู้ประกอบอิสระเป็นส่วนใหญ่ สินค้าที่มาจากชุมชนที่แท้จริงมีสัดส่วนที่น้อยมาก สินค้าจากชุมชนไม่สามารถสู้กับคุณภาพสินค้าที่เป็นของกลุ่ม SMES ได้ พบว่าสินค้าชุมชนมีข้อจำกัดที่ยังไม่สามารถพัฒนาสินค้าสินค้าให้ตรงกับความ ต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการซื้อทั้งในเมืองและต่างชาติ และชุมชนยังขาดความสามารถในการบริหารจัดการ ไม่ผ่านมาตรฐานสินค้าที่โครงการตั้งตามขั้นของระดับดาว จากข้อจำกัดดังกล่าว ตัวเลขของการเติบโตของการจำหน่ายสินค้าจึงตกอยู่ในกลุ่ม SMES เป็นส่วนใหญ่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเท่าทันตลาดมากกว่า

ส่วนความหวังในตลาดส่งออก ส่วนหนึ่งมาจาก SMES และสินค้า OTOP จากชุมชน แต่กลุ่มหลังมีอุปสรรคมากที่จะเตรียมรับมือในการส่งออก เช่น การผลิตให้ทันเวลาและคำสั่งซื้อไม่ได้,ไม่มีมาตรฐานในการผลิตสินค้าจำนวนมาก และสินค้าหลายรายเป็นประเภทชิ้นเดียว ส่วนหมวดอาหารความพยายามที่จะส่งออกมากแต่ติดขัดเรื่องการขอใบอนุญาตจาก องค์การอาหารและยา และจากการให้บทสัมภาษณ์ของผลการแสดงสินค้าในต่างประเทศ สินค้าจำนวนมาก ยังไม่ตรงความต้องการของลูกค้าต่างชาติ และถึงได้คำสั่งซื้อแต่ผู้ประกอบการติดปัญหาเรื่องเงินทุนในการผลิต ภาพสะท้อนจากผู้ร่วมจัดงานในการแสดงงานต่างประเทศ จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ28 เมษายน 2548 การทุ่มงบประมาณของรัฐ ในการชิงส่วนแบ่งตลาดในต่างแดน จึงมีบทเรียนที่ต้องกลับมาเตรียมความพร้อมของผู้ผลิตในประเทศใหม่

การผ่านกระบวนการระดมความคิด ลองผิดลองถูกของกลุ่มชาวบ้านในหลากหลายทั่วทุกทิศไทย บางกลุ่มอ่อนแอแพ้ล้มหายตายจากการการผลิตสินค้า OTOP ไปมิใช่น้อย เพราะสินค้าที่ผลิตออกมาล้นตลาด และยังซ้ำหน้าตาที่เหมือนกันกับตำบลอื่นในจังหวัดเดียวกัน หรือซ้ำประเภทกับภูมิภาคอื่น เพราะทุกตำบลพยายามหาสินค้าที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของตำบล หน่วยงานรัฐส่งเสริมการผลิตผลงาน จึงเป็นเรื่องไม่แปลกที่จะมีจักรสาน ทำน้ำพริก ขนมขบเคี้ยว ผ้าไหม ฯลฯ เกือบทุกบ้านทุกตำบล

การจัดลำดับขั้นของการมอบดาวตั้งแต่ 1-5 ดาว เข้ามามีบทบาทในการตัดสินสินค้าในชุมชน จะแข่งในตลาดได้ต้องได้ 3 ดาวขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนกลุ่ม อยู่ในตลาดมานานจะเข้ามาคัดเลือก สินค้าที่มาจากชุมชนที่เพิ่งเริ่มต้นอาจปิดฉากการผลิต เมื่อติดดาว เพียง แค่ 1 หรือ 2 ดาว เพราะสินค้าที่ชาวบ้านผลิตเป็นสินค้าพื้นถิ่น ใช้ในภูมิภาค ชาวบ้านขาดโอกาสในการเรียนรู้ ให้เท่าทันตลาดภายนอกจึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่จะพัฒนากระบวนเรียนรู้ ปรับตัวให้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่มีเรื่องรสนิยม รูปแบบ คุณภาพ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขั้นตอนกว่าจะได้ดาว เข้าตากรรมการคัดสรรสินค้าสุดยอดของจังหวัด ภาคและประเทศ ระดับ 5 ดาว ผู้ผลิตต้องมีคุณสมบัติส่งออกได้ ควบคุมการผลิตอย่างต่อเนื่องและคุณภาพคงเดิม มีมาตรฐาน และมีประวัติความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ กระบวนการคัดเลือก ต้องลงทะเบียนเป็นผู้ผลิตในจังหวัดหรือเขตกรุงเทพฯและ เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ หลังการอบรม ส่งไม้ต่อให้จังหวัดพิจารณา ตรวจสอบเรียบร้อยนำสินค้าที่ได้ 3-5 ดาว ประกวดระดับประเทศ  หมายความว่าสินค้าชุมชนต้องมีกำลังคนเพียงพอที่จะรับคำสั่งซื้อจำนวนมาก มีเครื่องมือเครื่องจักรที่ทันสมัยเพียงพอที่ทำให้สินค้ามีมาตรฐาน ชาวบ้านต้องมีความรู้ที่จะรองรับการพัฒนา และความรู้ใหม่ๆ เพื่อไปปรับปรุงสินค้า มีไหวพริบในการเจราจากับต่างชาติเมื่อมีการต่อรองเรื่องราคา คำถามที่เกิดขึ้นว่าจะมีกี่ชุมชนที่ความพร้อมที่จะดำเนินการได้

ช่องว่างหลุมใหญ่ จึงเป็นโอกาสที่กลุ่มที่มีศักยภาพอื่นเข้ามาทดแทนสินค้าชุมชน ผู้รับประโยชน์ส่วนใหญ่คือ ผู้ประกอบการ ชาวบ้านจะเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะแรงงานรับจ้างทำงานมากขึ้นตามคำสั่งของนาย จ้าง  จากการเปิดเผยตัวเลขของนายประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยฐานะประธานอำนวยการคัดสรรสุดยอด OTOP ปี 2547 จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับ 10 ธันวาคม 2547 เปิดเผยว่า สินค้า 5 ดาว มีจำนวน 539 ผลิตภัณฑ์ สินค้า 4 ดาว จำนวน 2,177 ผลิตภัณฑ์ และสินค้า 3 ดาว จำนวน 4,750 ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสิ้น 7,450 ผลิตภัณฑ์  ไม่มีการเก็บสถิติตัวเลขที่ปรากฏและอ้างอิงได้ว่า สินค้าชุมชนตกรอบไม่มีดาว หรือได้ ดาวเพียง 1-2 ดวงมาปลอบใจ จะมีมากน้อยแค่ไหน คำถามที่รอคำตอบอยู่เบื้องหลังว่า ชุมชนจะบริหารจัดการกับวัตถุดิบ หรือสินค้าที่ผลิตและขายไม่ได้อย่างไร เงินกู้ยืมของกลุ่มที่มาทำทุนจะคืนได้เมื่อไหร่ ปัญหาหรือตัวเลขที่เว้นวรรคไว้ อาจต้องเร่งทบทวนและหาทางออก ประเมินสัดส่วนงบประมาณสนับสนุนใหม่ เพื่อพยุงหรือแก้ไข สินค้าชุมชนจากรากหญ้าให้มีตอนจบสวยงาม

สินค้าชุมชนที่หน่วยงานส่งเสริม โดยการหาวัตถุดิบในท้องถิ่น ประเภทสินค้าไม่แตกต่างกันมาก ทำให้สินค้าที่เหมือนกันออกมาสู่ตลาด เมื่อสินค้าที่เกินความต้องการออกมามาก สงครามราคาเกิดขึ้น ราคาที่ถูกเพราะมีทางเลือกหรือสินค้าทดแทนที่เหมือนกันให้กับลูกค้า บางกลุ่มขายสินค้าลดต่ำกว่าต้นทุน หรือ ตั้งราคาไม่คุ้มกับการผลิต ทำให้กลุ่มเดิมที่ผลิตสินค้าอยู่แล้วประสบปัญหา กลไกราคาสินค้าล้มเหลว

ตัวอย่างจากกลุ่มก่อนเข้าโครงการ OTOP กลุ่มจักรสานจากผักตบชวา ในภาคกลางกลุ่มหนึ่ง มีอาชีพเสริมจากการรับจักรสานสินค้าผักตบในรูปแบบต่างๆ มากว่า 20 ปี มียอดขายเดือนละ 700,000 บาท ในช่วงปี 2547  ที่ผ่านมา กลุ่มมียอดขายลดลงเหลือเดือนละ 7,000 บาท จากผลของการถูกลอกเลียนแบบเมื่อมีการส่งเสริมสินค้า OTOP กลุ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีคนกลางสั่งทำแบบ และเสนอราคา คนกลางนำตัวอย่างสินค้าไปให้กลุ่มอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมากมายทำการแข่งขันตัดราคา ทำให้กลุ่มไม่มีงานเข้ามาให้กับสมาชิก สมาชิกกลุ่มลดจำนวนเหลือเพียงครึ่งหนึ่งและเร่งพัฒนารูปแบบให้หลากหลายมาก ขึ้น เน้นการขายสินค้ากับลูกค้าเก่า

หรือกรณีของกลุ่มทอผ้า ภาคกลาง ที่มีลูกค้าขายส่งเป็นร้านในศูนย์การค้าเกสรพลาซ่า ลูกค้าจะมารับและคัดเลือกสินค้าเองจากที่กลุ่ม เมื่อกลุ่มเข้าโครงการ OTOP เมื่อกลุ่มนำสินค้าไปออกจำหน่ายเอง การกำหนดราคาขายเท่ากับราคาขายส่ง ทำให้ลูกค้าประจำยกเลิกการสั่งซื้อจากกลุ่ม กลุ่มเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ผลิต และทำตลาดขายสินค้าด้วยตนเอง ในงานแสดงสินค้าของราชการที่มีไม่ต่อเนื่อง รายได้ของกลุ่มจากลูกค้าประจำลดลงอย่างมาก

ตัวอย่างการกำหนดนโยบายของรัฐที่จัดช่องทางให้ผู้ผลิต พบผู้บริโภคโดยตรง ราคาขายของชาวบ้านที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่ ค่าแรง ค่าเดินทาง ฯลฯ เพราะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ต้นทุนสินค้าไม่อยู่บนฐานของความเป็นจริง เมื่อรัฐลดการสนับสนุน กลุ่มชาวบ้านไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงได้

การตัดตอนคนกลางซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขยายช่องทางการตลาดให้กับกลุ่ม โดยรัฐทำหน้าที่เป็นตัวกลางทดแทน แต่อยู่ในบทบาทของผู้หาสถานที่จัดงาน ความรับผิดชอบด้านการตลาดและการขายตกอยู่กับผู้ผลิต ซึ่งชาวบ้านต้องปรับตัวและออกจากหมู่บ้านรับผิดชอบยอดขายเพื่อทดแทนกับยอด การขายส่งที่หายไปจำนวนมาก

กลไกราคาการซื้อขายของระบบของการขายปลีกและการขายส่งไม่แตกต่างกัน ทำให้คนกลางที่เป็นช่องทางการกระจายสินค้ามองหาช่องทางและนำเข้าสินค้าจาก ประเทศเพื่อนบ้านเช่น จีน ที่ผลิตสินค้าเหมือนกัน มีความแตกต่างด้านราคาเข้ามาทดแทนสินค้าจากชุมชน

การลอกเลียนแบบของเอกลักษณ์ในสินค้า ในกลุ่มชาวบ้านที่ทำการผลิต ที่มีลวดลายถ่ายทอดกันเองเป็นเทคนิคในหมู่บ้าน เป็นปัญหาที่หลายกลุ่มสินค้าชุมชนพบ การจดสิทธิบัตรแม้เป็นทางออกสามารถจะคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย หากค่าใช้จ่ายในการจดสิทธิบัตรมีราคาสูงมากเกินกว่าที่ชุมชนจะรองรับได้ ในอัตรา 20, 000 บาทต่อแบบ  ซึ่งในชุมชนที่มีแบบหรือลายมากเป็นสิบเป็นร้อยแบบไม่สามารถจะเสียค่าใช้จ่าย ได้ จึงต้องปล่อยให้กลุ่มธุรกิจบางกลุ่มเอาเปรียบและใช้สิทธิทางกฎหมายกล่าวอ้าง ความคุ้มครองแทน เช่นในกรณีของกลุ่มเครื่องทองลงหิน หัตถกรรม OTOP ในเขตกรุงเทพฯ มีโรงงานซื้อช้อนลายดอกบัว และนำไปจดสิทธิบัตรเป็นลายของตนเอง เมื่อกลุ่มได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้า ไม่สามารถผลิตลายดังกล่าวได้เนื่องจากโรงงานอ้างสิทธิ์ และจะดำเนินความตามกฎหมาย กลุ่มละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งที่เจ้าของลายเป็นของกลุ่มชาวบ้านเอง ทางกลุ่มจึงเลิกผลิตลายดอกบัวและหาลายอื่นทดแทน ย้ำว่าไม่สามารถเรียกร้องได้เพราะติดเงื่อนไขค่าใช้จ่ายการจดสิทธิบัตร ซึ่งมีราคาสูง เหมือนกับกลุ่มทอผ้าในภูมิภาคอื่นที่ประสบปัญหาเดียวกันในการแพร่เผยสินค้า ไปยังทั่วโลก

กลุ่มที่ผลิตสินค้ารองรับนโยบาย 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์มีปัญหาสุขภาพสะสมจากการทำงานมาก และไม่ถูกวิธี เพราะต้องเร่งการผลิตให้ทันกับปริมาณการสั่งซื้อทีไหลทะลักเข้ามาในชุมชน สวนทางกับสุขภาพและความปลอดภัยของคนทำงาน รายได้ที่มากขึ้นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต หากต้องแลกกับสภาพปอดที่ทรุดโทรม นิ้วที่ด้วนหาย หรือดวงตาที่มือบอด

ความเสี่ยงของแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบ ทั้งในกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปอาหาร ชุมชนผลิตของเล่นจากไม้ คนทำงานหัตถกรรมเครื่องทองลงหิน กลุ่มเหล่านี้ไม่มีสังกัด เป็นตัวแทนของแรงงานที่อยู่ในชุมชน  กลุ่มอาชีพผลิต ของเล่นจากไม้จังหวัดเชียงใหม่ มีสภาพเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก มีคนทำงานประมาณ 20 คน บริเวณบ้านกับโรงงานอยู่รวมกัน กระจายอยู่ 15 หลังคาเรือน ห้อมล้อมชุมชน บรรยากาศเต็มไปด้วยฝุ่นจากผงไม้ กลิ่นสารระเหย ทินเนอร์ แล็คเกอร์ พระนักพัฒนาในชุมชน เล่าถึงลักษณะของคนงานที่รับสารระเหย จะมีอาการเหม่อลอย ขาดสติ จนถึงหลับแล้วไม่ฟื้น ทุกคนมีความเสี่ยงที่นิ้วจะขาดจากการเลื่อยไม้

เครื่องทองลงหิน ความร้อนฝุ่นและฟูมโลหะ จากการหลอมทองแดงและดีบุก นำมาเทขึ้นรูปผ่านกระบวนการมากกว่า 10 ขั้นตอนจนถึงการขัดให้เงางามก่อนส่งถึงมือลูกค้า แต่ไม่มีใครทราบเลยว่า ฝุ่นและฟูมโลหะเหล่านั้นได้ฟุ้งกระจายไปในชุมชน มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ นอกเหนือจากนั้นคือความเสี่ยงจากอุบัติเหตุจากเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ ประธานกลุ่มได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของอาชีพที่สืบทอดภูมิปัญญา กันมาเป็นเวลานาน ขั้นตอนการผลิตยังคงเดิมไม่มีเครื่องมือหรือวิธีการป้องกันอันตรายที่จะเกิด ขึ้น

เรื่องกล้วยๆที่ไม่กล้วย รายได้ที่เพิ่มมากขึ้นสามารถซื้อสุขภาพดีได้หรือไม่  คำถามที่รอคำตอบในวันนี้ มีจุดเริ่มจากการริเริ่มการผลิตกล้วยแปรรูป ที่มีวิวัฒนาการในเรื่องรสชาติ บรรจุภัณฑ์ ส่วนผสมอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงทุกวันนี้กล้วยอบม้วนของชุมชนแม่บ้านภาคกลางขึ้นแท่นสินค้า OTOP 5 ดาว อย่างภาคภูมิ เบื้องหลังรอยยิ้มของการผลิตสินค้าคือความทรุดโทรมของสุขภาพคนทำงานที่มี ความเมื่อยล้า จากการลุกนั่งไม่ถูกวิธี การยกของหนักเกินกำลังรอยแผลจากมีดบาดที่กดทับมือ การยกทับกล้วยจำนวนกว่า 800 ลูกต่อวันหรืออาจมากกว่านับพันครั้ง ถ้ามีคำสั่งซื้อเข้ามามากในช่วงเทศกาล เป็นสิ่งที่สะสมมาเป็นเวลานาน ผู้นำกลุ่มเริ่มตั้งคำถามและมีเสียงสะท้อนจากคนทำงาน และสถิติของแม่บ้านที่หยุดงานมากขึ้น เริ่มค้นหาการทำงาน ด้วยจิตใจเบิกบาน สุขภาพแข็งแรง คุณภาพชีวิตที่ดี

นี่เป็นเพียงมุมด้านมืดที่ กระจกแห่งความจริงส่องไปไม่ถึง เพียงแต่รัฐจะหยุดหันกลับมาทบทวน และยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชนรากหญ้า พร้อมใจกันการแก้ไขให้ตรงกับแนวนโยบายของ OTOP ปีที่สร้าง ชุมชนหลายแห่งยังรอการดำเนินการจะผ่าตัดหรือซ่อมแซมจากนายช่างใหญ่ของประเทศอยู่

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: